บทความยงยุทธ

yongyuthyang.blogspot.com

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 8, 2009

ระเบียบฯ การมอบรางวัล

ระเบียบสมาคมสร้างสรรค์พัฒนาม้งในประเทศไทย

เรื่อง การมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมแก่ผู้ทำคุณประโยชน์

.. 2546

เพื่อเป็นการเชิดชู และยกย่องบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติอันเป็นการสนับสนุนผู้ทำความดี คณะกรรมการบริหารสมาคมสร้างสรรค์และพัฒนาม้งในประเทศไทย จึงได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 และมีมติให้ประกาศใช้ระเบียบสมาคมสร้างสรรค์และพัฒนาม้งในประเทศไทย เรื่อง การมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ พ.. 2546 ดังนี้

ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบสมาคมสร้างสรรค์และพัฒนาม้งในประเทศไทย เรื่อง การมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ พ.. 2546"

ข้อ 2. ในระเบียบนี้

2.1 "รางวัล" หมายถึง "เงิน สิ่งของ ที่สมาคมได้จัดเตรียมไว้มอบแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม"

2.2 "ประกาศเกียรติคุณ" หมายถึง "ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นการยกย่อง ขอบคุณ แก่ผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม โดยทำไว้เป็นเอกสาร หรือโลหะอย่างใดอย่างหนึ่ง"

2.4 "เข็มสมาคม" หมายถึง "วัตถุซึ่งสมาคมจัดทำขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการประกอบคุณงามความดีที่เกิดประโยชน์แก่บุคคลอื่น ชุมชน หมู่บ้าน สังคม สาธารณ หรือประเทศชาติ"

2.5 "ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม" หมายถึง "ผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาว่าได้ทำ หรือเคยทำกิจกรรมอันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่บุคคลอื่น ชุมชน หมู่บ้าน สังคม สาธารณ หรือประเทศชาติ"

2.6 "คณะกรรมการ" หมายถึง "คณะกรรมการสรรหาบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ตามระเบียบนี้"

ข้อ 3. ให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่สรรหาบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ตามระเบียบนี้ โดยให้มีกรรมการจำนวน 5 - 11 คน ซึ่งประกอบด้วย

3.1 นายก หรือรองนายกที่มอบหมายเป็นประธาน

3.2 ผู้อำนวยการสมาคม เป็นกรรมการและเลขานุการ

3.3 กรรมการสมาคมที่คณะกรรมการสมาคมมีมติจำนวน 3 คน เป็นกรรมการ

3.4 ผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการสมาคมมีมติจำนวน ไม่เกิน 6 คน เป็นกรรมการ โดยให้มีสัดส่วนของผู้หญิงและผู้ชายเท่ากัน หรืออย่างน้อยต้องมีผู้หญิง 2 คน

ข้อ 4. การประชุมของคณะกรรมการต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดจึงจะถือเป็นองค์ประชุม

ข้อ 5. ให้คณะกรรมการไปทำการสรรหาบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์และคัดเลือกบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อเสนอขอรับรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมจากสมาคม และให้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการสรรหาบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์โดยไม่ขัดต่อระเบียบนี้ โดยให้ออกเป็นประกาศคณะกรรมการ

เพื่อประโยชน์แห่งการนี้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นเพื่อทำหน้าที่ได้ตามความเหมาะสม เมื่อคณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณานำเสนอต่อสมาคมเป็นการต่อไป

ข้อ 6. ในแต่ละปี สมาคม อาจพิจารณามอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมให้แก่บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ตามข้อ 5. ดังนี้

6.1 การบริการชุมชน สังคม

6.2 การประกอบพิธีกรรมตามประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา หรือความเชื่อ

6.3 การศึกษา

6.4 การสาธารณสุข หรือสมุนไพร

6.5 สิ่งแวดล้อม

6.6 สตรี

6.7 เยาวชน

6.8 อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการประกาศเพิ่มเติม

ข้อ 7. บุคคลที่จะได้รับการพิจารณาตามข้อ 6. ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

7.1 เป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างจริงจัง เป็นแบบอย่างและมีผลงานประจักษ์ชัดแจ้งต่อสาธารณชนในด้านนั้นๆ

7.2 เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ ในด้านนั้นๆ

7.3 เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นในด้านนั้นๆ

7.4 เป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีชื่อ นามสกุล ภูมิลำเนาที่อยู่ปรากฏเป็นที่แน่นอน ทั้งนี้ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ

7.5 เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม

ข้อ 8. สมาคม อาจยกเลิก เพิกถอน หรือเรียกคืนรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมจากผู้ที่ได้รับถ้าหากปรากฏในภายหลังว่ามิได้มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบนี้หรือที่คณะกรรมการกำหนด และหากเป็นไปโดยเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาคม สมาคมอาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการนี้ก็ได้

ข้อ 9. บุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรอื่นใดที่บริจาคทรัพย์เพื่อการสาธารณประโยชน์หรือเพื่อการอื่นใดในลักษณะเดียวกันนี้โดยมอบผ่านสมาคม หรือมอบให้ไว้แก่สมาคม สมาคมอาจมอบรางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือเข็มสมาคมให้ไว้เพื่อเป็นการขอบคุณและประกาศถึงเกียรติคุณแก่ผู้นั้น ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ 10. เฉพาะแต่การให้รางวัลตามระเบียบนี้ ให้สำนักงานสมาคมมีอำนาจดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอขอต่อคณะกรรมการ ในกรณีดังต่อไปนี้

10.1 เพื่อการระดมทุนเพื่อการสาธารณประโยชน์ หรือการงานของสมาคม

10.2 เพื่อมอบไว้ให้แก่ผู้ที่ผ่านการอบรม สัมมนา ตามหลักสูตรต่างๆ

10.3 เพื่อมอบไว้ให้แก่ผู้ที่ได้เอื้ออำนวย หรือช่วยเหลือกิจกรรมของสมาคมที่สมาคมได้จัดขึ้น

10.4 เพื่อการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

ประกาศ ณ 22 พฤศจิกายน 2546

ลงชื่อ ประจักษ์ อนันต์วิไล

(นายประจักษ์ อนันต์วิไล)

นายกสมาคม




 

สมาคมม้ง
201 หมู่ 5 ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 50220
โทรศัพท์/โทรสาร 053292230 อีเมล์ hmongmdt@hotmail.com
เวบไซด์ www.hmongthai.webs.com


วิสัยทัศน์
สมาคมสร้างสรรค์และพัฒนาม้งในประเทศไทยเป็นกลไกประสาน ส่งเสริม และพัฒนาให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเท่าเทียมกันบนพื้นฐานเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือสังคมได้

ภารกิจ
หนุนเสริมและสร้างกระบวนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยชุมชน และเพื่อชุมชน

ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างระบบการบริหารจัดการที่ดี
แผนงานและโครงการ
 1) พัฒนาศักยภาพองค์กร
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
2.       เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ
3.       เพื่อสามารถตอบสนองต่อปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบัน
กิจกรรม
1.       จัดโครงสร้างองค์กร
2.       ทำหนังสือคู่มือ และระเบียบการปฏิบัติงาน
3.       ประเมินผลองค์กร

2) พัฒนาบุคลากร
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
2.       เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ
3.       เพื่อสามารถแก้ไขปัญหา และสร้างสรรค์งานพัฒนาได้
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนา เรื่องอินเตอร์เน็ท เทคนิคการจัดกิจกรรม ภาษาอังกฤษฯลฯ
2.       ศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ
3.       ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศ
แผนงานและโครงการ
1) ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อรวบรวม และจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
2.       เพื่อพัฒนาข้อมูลให้สามารถนำไปใช้ได้
กิจกรรม
1.       ทำเวปไซด์สมาคม
2.       จัดระบบข้อมูล ข่าวสาร
3.       จัดห้องสมุด

2) เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร
2.       เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
กิจกรรม
1.       ทำวารสาร จดหมายข่าว
2.       ทำสื่อความรู้ต่าง ๆ เช่น เทป วีดีโอ แผ่นพับ หนังสือ เป็นต้น
3.       ออกอากาศรายการวิทยุ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างรากฐานทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมให้เข้มแข็ง
แผนงานและโครงการ
1) ส่งเสริมการศึกษา
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้ชนเผ่าสามารถอ่านออกเขียนหนังสือได้
2.       เพื่อให้ชนเผ่ามีโอกาสเข้ารับการศึกษาในสถาบันการศึกษา หรือสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษามากขึ้น
กิจกรรม
1.       ให้ทุนการศึกษา
2.       กิจกรรมนักเรียน นักศึกษา
3.       หอพักนักเรียน
4.       แนะแนวการศึกษา
5.       ศูนย์ข้อมูลการศึกษา
2) อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อรักษาสภาพป่า และเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าไม้
2.       เพื่อบริหารจัดการและควบคุมปัญหาป่าไม้และสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดียิ่งขึ้น
กิจกรรม
1.       ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
2.       จัดทำมาตรการในการบริหารและการจัดการป่าชุมชน เช่น กฎระเบียบป่าชุมชน ให้มีพิธีกรรมทางศาสนาหรือความเชื่อที่สำคัญ สัญลักษณ์แสดงถึงป่าหรือธรรมชาติตามจารีตประเพณี แนวกันไฟ ดงเซ้ง เป็นต้น
3.       จัดอบรม สัมมนา และดูงานด้านสิ่งแวดล้อม
4.       แผนงานและโครงการ

3) ส่งเสริมการเกษตรพอเพียงและปลอดสารพิษ
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อลดต้นทุนทางการเกษตร
2.       เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคภัยอันเกิดจากสารพิษเคมี
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนา ดูงานด้านการเกษตรพอเพียง และปลอดสารเคมี
2.       ศูนย์สาธิตการเกษตรพอเพียง

4) ส่งเสริมอาชีพ และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเพิ่มพูนรายได้
2.       เพื่อสร้างอาชีพใหม่ ๆ
3.       เพื่อเพิ่มพูนกำลังในการประกอบอาชีพแก่ชนเผ่า
กิจกรรม
1.       ศูนย์จำหน่ายผลิตผลของม้ง
2.       กองทุนหมุนเวียน
3.       จัดอบรมอาชีพ

5) ส่งเสริมสุขภาพ
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนทางอนามัยสุขภาพที่ถูกต้องและเหมาะสม
2.       เพื่อให้ชนเผ่ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และสามารถดูแลตัวเองได้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย
กิจกรรม
1.       รณรงค์ป้องกันเอดส์
2.       รณรงค์ป้องกันยาเสพติด
3.       ผลิตสื่อความรู้สุขอนามัย
4.       จัดอบรม สัมมนาด้านสุขอนามัย

6) พัฒนาศักยภาพผู้นำ
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อพัฒนาผู้นำให้มีความรู้ และทักษะในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน
2.       เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่แก่ผู้นำ
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนา และดูงานแก่ผู้นำชุมชน (คำนึงถึงสัดส่วนหญิงชาย)
2.       จัดอบรม สัมมนา และดูงานแก่ผู้นำเยาวชน (คำนึงถึงสัดส่วนหญิงชาย)

7) ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อรักษา ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาคทัดเทียมให้เป็นไปตามหลักสากล และกฎหมายบ้านเมือง
2.       เพื่อลดความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยใช้แนวทางสันติวิธี
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนาด้านสิทธิมนุษยชน และกฎหมาย
2.       ให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
3.       ผลิตสื่อความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และสื่อกฎหมาย
4.       ศึกษา และเสนอแนะให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย
5.       จัดที่พักฉุกเฉิน

ยุทธศาสตร์ที่ 4  สร้างประชาคมเข้มแข็ง
แผนงานและโครงการ
1) ส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มและเครือข่าย
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อสร้างแนวร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
2.       เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างกัน
กิจกรรม
1.       จัดประชุม สัมมนา ดูงานแก่ผู้นำ
2.       จัดทำข้อมูลเครือข่าย
3.       ประสานงานและหนุนเสริม
4.       จัดประชุมผู้นำม้งทั่วประเทศทุก 2 ปี (คำนึงถึงสัดส่วนหญิงชาย)

2) สร้างความภูมิใจในความเป็นชนเผ่า
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อรักษาและสืบทอดเอกลักษณ์ความเป็นชนเผ่า
2.       เพื่อเป็นศูนย์รวมในการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
กิจกรรม
1.       ยกย่องผู้นำทางพิธีกรรม และผู้รู้ในท้องถิ่นด้านสาขาต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม เยาวชน พ่อบ้านแม่บ้านตัวอย่าง ประเพณีวัฒนธรรม การบริการสังคม ผู้เสียสละ เป็นต้น โดยการให้รางวัล หรือประกาศเกียรติคุณ
2.       จัดประชุม สัมมนาแก่ผู้รู้ของท้องถิ่น
3.       จัดประกวด แข่งขันความรู้ทางวัฒนธรรม
4.       จัดงานประเพณีที่สำคัญ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 บริหารจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
แผนงานและโครงการ
1) ศึกษา วิจัยประวัติศาสตร์ทางชาติพันธุ์
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้ทราบถึงประวัติ ความเป็นมาของแต่ละชนเผ่า
2.       เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับชนเผ่าให้สังคมยอมรับตามหลักวิชาการ
กิจกรรม
1.       สำรวจ และจัดทำข้อมูล
2.       วิจัย

2) ศึกษา วิจัยภูมิความรู้ของชาติพันธุ์
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้ทราบถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ของแต่ละชนเผ่าในการดำรงชีวิต
2.       เพื่อหาแนวทางพัฒนาและผสมผสานให้เข้ากับยุคสมัยและองค์ความรู้อื่น
กิจกรรม
1.       สำรวจ และจัดทำข้อมูล
2.       วิจัย

3) พัฒนาหลักสูตรองค์ความรู้และวัฒนธรรมท้องถิ่น
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการจัดการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นที่เหมาะสมกับท้องถิ่น โดยท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่น
2.       เพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างบูรณาการ
กิจกรรม
1.       สำรวจ และจัดทำข้อมูล
2.       วิจัย

ยุทธศาสตร์ที่ 6 จัดตั้งสถาบันวัฒนธรรมท้องถิ่น
แผนงานและโครงการ
1) ศึกษา และจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมม้งแห่งประเทศไทย
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม และจัดแสดง เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าม้งในประเทศไทย
2.       เพื่อเป็นแหล่งในการศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าม้งทั่วไป
กิจกรรม
1.       ศึกษาความเป็นไปได้
2.       หาสถานที่ตั้ง
3.       ระดมทุน

2) สืบทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม
3) รวบรวม แสดงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมชนเผ่า
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้มีการนำเอาศิลปวัฒนธรรมอันดีงามไปใช้อย่างต่อเนื่อง
2.       เพื่อให้สังคมได้เข้าใจถึงศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของชนเผ่าม้ง
3.       เพื่อเป็นแหล่งในการศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าม้งทั่วไป
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนา
2.       จัดประกวด แข่งขันความรู้ทางวัฒนธรรม
3.       จัดงานประเพณีที่สำคัญ
4.       รวบรวมสิ่งของ วัตถุ ที่เป็นของชนเผ่าม้ง
5.       จัดแสดงไว้ในศูนย์
6.       แนะนำ ประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนผู้สนใจมาเยี่ยมชมและใช้บริการ

ยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาศักยภาพองค์กรให้พึ่งตัวเองได้
แผนงานและโครงการ
1) กองทุนเพื่อการทำงานในระยะยาว
2) โครงการธุรกิจเพื่อการพัฒนา
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้การทำงานของสมาคม มีความต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จในระยะยาว
2.       เพื่อเป็นหลักประกันถึงความมั่นคง และเกิดความเชื่อมั่นต่อสังคม กลุ่มเป้าหมายในการทำงานเพื่อสังคม
3.       เพื่อยกระดับโครงการพัฒนาให้ตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจของสมาชิกเป้าหมาย
4.       เพื่อเพิ่มช่องทางการมีรายได้เพื่อการทำงานพัฒนาแก่สมาคมให้มากยิ่งขึ้น
กิจกรรม
1.       ตั้งกองทุน
2.       ทำกล่องรับบริจาคไปตั้งตามสถานที่ต่างๆ
3.       หักรายได้บางส่วนจากสมาคมเข้าสมทบ
4.       เปิดรับบริจาคเป็นการทั่วไป
5.       จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์
6.       จัดตั้งกลุ่มสหการร้านค้า ห้างร้าน
7.       จัดตั้งกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

3) ระดมทุน
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อจัดหาเงินทุนให้แก่สมาคม
กิจกรรม
2.       จัดคอนเสริติเพื่อการกุศล
3.       ร่วมกับกลุ่มภาคธุรกิจจัดงานระดมทุน
4.       ขอรับการบริจาคเป็นการทั่วไป โดยมีรางวัล ของที่ระลึก หรือการประกาศเกียรติคุณมอบให้

ยุทธศาสตร์ที่ 8 พัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบทบาทหญิงและชาย
แผนงานและโครงการ
1) ส่งเสริมการรวมกลุ่มสตรีทุกระดับ
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้สตรีได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนในการพัฒนาและแก้ปัญหาของสตรีด้วยกันเอง
2.       เพื่อสร้างการยอมรับเกี่ยวกับสิทธิสตรี หรือบทบาทหญิงชายให้เกิดขึ้นในสังคมชนเผ่า
กิจกรรม
1.       จัดประชุม สัมมนาแก่ผู้นำกลุ่มสตรี
2.       จัดทำข้อมูลเครือข่าย
3.       ประสานงานและหนุนเสริม

2) ศึกษา วิจัยปัญหาสตรี
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อให้ทราบถึงสภาพ ปัญหาและความต้องการของสตรีชนเผ่า
2.       เพื่อหาแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิทธิสตรี หรือบทบาทหญิงชายได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละชนเผ่า
กิจกรรม
1.       สำรวจ และจัดทำข้อมูล
2.       วิจัย

3) พัฒนาศักยภาพผู้นำสตรี
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อพัฒนาผู้นำสตรีให้มีความรู้ และทักษะในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน
2.       เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่แก่ผู้นำสตรี
กิจกรรม
1.       จัดอบรม สัมมนาแก่สตรี
2.       จัดศึกษาดูงานแก่สตรี
3.       ยกระดับฐานะสตรีด้านต่างๆ ในสังคม เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สุขอนามัย การเป็นผู้นำ เป็นต้น

4) ศูนย์ฮอทไลน์ และบ้านพักฉุกเฉิน
วัตถุประสงค์
1.       เพื่อเป็นแหล่งให้คำปรึกษาที่ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์
2.       เพื่อเป็นแหล่งพักชั่วคราวแก่สตรี หรือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ
กิจกรรม
1.       ให้คำปรึกษา
2.       ให้ความช่วยเหลือ
3.       จัดที่พักชั่วคราว

หมายเหตุ จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเด็กกับสตรีในชุมชนม้ง ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2545 ณ ศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

วันพุธ, ตุลาคม 7, 2009

ปีใหม่ม้งไทย

ในโอกาสที่กำลังเข้าสู่การฉลองปีใหม่ของชาวม้ง และเริ่มมีการพูดถึงเรื่องปีใหม่ม้งมากขึ้น ผมจึงขอคัดมติที่ว่าด้วยวันปีใหม่ของม้ง จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเด็กกับสตรีในชุมชนม้ง ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ณ ศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทุกท่านจะได้นำไปศึกษากันต่อไป บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าได้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้และมีข้อยุติ แล้ว (แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้ถือใช้อย่างจริงจังเท่าใดนัก เพราะบางหมู่บ้านก็ยังถือปฏิบัติตามแบบที่เขาเคยทำกันมามากกว่าทำตามมติของ ที่ประชุมนี้)
..........
วันขึ้นปีใหม่


วันขึ้นปีใหม่ถือเป็นกิจกรรมทางด้านประเพณีวัฒนธรรมหนึ่งที่ดำเนินการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สำหรับชาวม้งแล้ววันขึ้นปีใหม่ที่ถือปฏิบัติและสืบทอดเป็นประเพณีติดต่อกันเรื่อยมา คือ “Noj Peb Caug” “น๊อ เป้ เจา” แต่ปรากฎว่าชาวม้งในประเทศไทยแต่ละหมู่บ้านมีการกำหนดวันปีใหม่ไม่ตรงกัน ทำให้ถูกมองไปในแง่มุมต่างๆ นาๆ ซึ่งชาวม้งเองต่างมีความต้องการอยากให้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ม้งให้เป็นวัน เดียวกัน แต่เนื่องจากขาดแกนกลางในการประสานงานกำหนดวันปีใหม่ม้งให้เป็นวันเดียวกัน แต่ละหมู่บ้านต่างก็กำหนดกันเอง ทำให้บางหมู่บ้านกำหนดวันขึ้นปีใหม่ก่อนหลังแตกต่างกันโดยอาศัยเหตุผลของแต่ ละหมู่บ้านเป็นตัวกำหนดในแต่ละปี เช่น ปี พ.ศ. 2546 นี้ชาวม้งที่เข็กน้อย และที่บ้านป่ากลาง กำหนดเป็นวันที่ 5 ธันวาคม 2545 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือนหนึ่ง) ส่วนชาวม้งที่หมู่บ้านอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กำหนดวันที่ 3 มกราคม 2545 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง)


ที่ประชุมได้มีการอภิปราย และเสนอให้มีการกำหนดวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทยโดยมี 2 ข้อเสนอ กล่าวคือ


ข้อเสนอที่ 1 ให้กำหนดวัน 1 ค่ำ เดือนหนึ่ง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทย


เหตุผล เป็นวันครบรอบตามรอบปีของการนับระยะเวลาตามปีปฏิทิน (ระบบจันทรคติ) ที่คนม้งถือปฏิบัติมาแต่บรรพบุรุษ ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงเวลาปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคมในปีปฏิทินสากล (ระบบสุริยคติ) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2545


ข้อเสนอที่ 2 ให้กำหนดวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทย
เหตุผล เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวและความพร้อมของประชาชนทุกคน เทียบเคียงกับวันลอยกระทง และวันขึ้นปีใหม่ของจีน (ตรุษจีน) นับระยะเวลาตามปีปฏิทิน (ระบบจันทรคติ) ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงต้นมกราคมของปีถัดไปในปีปฏิทินสากล (ระบบสุริยคติ) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มกราคม 2546


มติของที่ประชุม “ให้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทยทุกปีสืบไป สำหรับปีนี้หมู่บ้านใดที่กำหนดเอาไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วก็ให้ยืดหยุ่นกันไปตามความเหมาะสม แต่ในปีต่อๆ ไปให้ทุกหมู่บ้านถือใช้เหมือนกัน”


นอกจากนี้ที่ประชุมยังเสนอให้สมาคมฯ ม้ง จัดทำปฏิทินออกเผยแพร่และรณรงค์ให้ชาวม้งทุกคนได้รับทราบ โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่กำหนดตรวจสอบดูว่าวันปีใหม่ม้งตามมตินี้จะตรงกับวันใดในปีปฏิทินสากล แล้วประกาศให้ทุกคนทราบเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี
..........
ยงยุทธ

สมาคมม้งชี้แจง

ต่อกระทู้ล่างนี้...

ทีแรก คิดว่าจะให้เป็นการสะท้อนความคิดเห็นเพื่อรับไปพิจารณา แต่มานั่งคิดอีกทีแล้วเห็นว่าถ้าปล่อยให้ผ่านไปเหมือนเมื่อก่อนก็อาจส่งผล เสียมากกว่าผลดี...

ขอชี้แจงบ้างในโอกาสอำนวย.. ขอตีเหล็กตอนที่กำลังร้อนบ้าง...
อย่าถือว่าเป็นการแย้ง.. แก้ตัว... หรือไม่ยอมรับเหตุผลของฝ่ายต่างๆ เลยนะครับ
แต่ มีความจำเป็นต้องชี้แจง และอธิบาย เพราะว่าคุณทัศพลไ้ด้ใช้เวทีนี้เขียนถึงสมาคมม้งเสมือนหนึ่งว่าต้องการฟ้อง สมาคมม้งต่อสาธารณชนว่าสมาคมม้งมีการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่หัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับความคิดของคนรุ่นใหม่

ผมไม่ทราบว่าคุณทัศพล มีปัญหาอะไรกับสมาคมม้งหรือเปล่า ไม่สบายใจในเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงได้มีความคิดแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณทัศพลเองก็อยู่ในกลุ่มงานเอ็นจีโอเหมือนกัน แต่ทำใมจนบัดนี้วิธีคิดจึงยังเป็นแบบนี้

อันดับแรก ต้องขอบอกว่า การพบปะครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้เป็นการพบปะที่เสนอโดยคุณเต็ง อย่างที่ผมได้ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว สมาคมม้งยินดีเป็นเจ้าภาพ หรือเวทีให้ทุกคนได้นำเสนอความคิดเห็น ผมเอง(สมาคมม้ง) ก็ยังไม่ได้เสนอวาระอะไรที่เกี่ยวกับสมาคมม้งเป็นการเฉพาะสำหรับการพบปะ ครั้งนี้ ท่านจึงอาจผิดหวังกับผลการพบปะ เนื้อหาสาระการพูดคุยจึงเป็นไปตามที่ผู้เข้าร่วมต้องช่วยกันกำหนดเอง ในเมื่อท่านไม่ได้เสนอหรือบอกกล่าวในโอกาสที่ท่านอยู่ด้วย คนอื่นก็ไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไร ท่านคาดหวังอย่างไร เมื่อโอกาสครั้งนั้นผ่านไป ท่านกลับมาระบายความรู้สึกให้กับผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ด้วยในที่ประชุม แบบนี้คงไม่ถูกต้อง และผมคิดว่าท่านควรต้องขอโทษกับทุกคนด้วย

แน่นอน ว่าผู้เข้าร่วมแต่ละคนย่อมต้องมีความคาดหวังที่แตกต่างและหลากหลายกันออกไป แต่หากได้นำเสนอในโอกาสนั้นก็สามารถปรับความคาดหวังกันได้

ความ จริงแล้ว การพูดคุยก็มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ท่านกลับไม่นำมาแบ่งปัน กลับบอกว่าในแง่ลบเสียจนทำให้ผู้ที่ไม่อยู่ด้วยในที่ประชุมต้องสับสนกัน

ความ รู้ แง่คิด ที่ได้จากการพบปะพูดคุย แม้เพียงน้อยนิด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิมยาลัย นานๆ ทีจะได้รับเป็นบทเรียน อาจไม่มีประโยชน์ต่อท่านแต่อาจมีประโยชน์ต่อคนอื่น

คนที่มาเข้าร่วม ก็ไม่มีการคาดหมายกันหล่วงหน้า แต่เป็นการนัดแนะให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม เมื่อไม่มีผู้ใดเข้าร่วมเราก็อาจนัดหมายกันใหม่ คนที่ไม่มาก็อาจจะติดขัดดวยเหตุผลของเขา แต่เมื่อท่านมาแล้ว ท่านก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด เมื่อไม่ทำ แต่กลับไปแล้วก็เกิดอยากทำขึ้นมา อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ข้อยุติ เพราะว่า คุณเต็ง ก็ไม่มีโอกาสชี้แจง สมาคมม้งเอง ก็ไม่มีโอกาสชี้แจง ท่านให้เข้าใจ และที่สำคัญท่านไม่มีโอกาสพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูด หรือเป็นเพราะว่าคนมาน้อยท่านเลยไม่อยากพูด อย่างนี้หรือที่ท่านเรียกว่าถูกครอบงำความคิด ต้องคิดดูใหม่

อยาก ถามสักนิดว่า กับเวทีที่มีคนเพียงแค่ 4 คน ท่านยังไม่กล้าเสนอความคิด แล้วท่านจะกล้านำเสนอความคิดของท่านในเวทีที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร คนแค่ 2-3 คน มีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนท่าน ท่านก็หาว่าถูกครอบงำ ไม่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วถ้าในที่ประชุมใหญ่ คนเป็นร้อย เป็นพัน มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากท่าน ท่านจะอยู่บนท่มกลางความคิดเห็นที่แตกต่างเหล่านี้อย่างไร

การที่ท่านมากล่าวหาเกี่ยวกับงานของสมาคมม้งในอดีตในที่นี้ เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทำให้สมาคมม้งเสียหาย แสดงว่าท่านไม่เคยแสวงหาคำตอบว่าที่พวกพี่ๆ เขาทำอย่างนั้นเพราะอะไร มีใครที่ร่ำรวยจากกิจกรรมเหล่านั้นบ้าง เมื่อโครงการจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันไป ผมไม่เห็นว่ามีใครได้รถ ได้บ้าน เมื่อหมดโครงการสักคน มีแต่ต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ทั้งนั้น มีแต่พวกคุณนั่นแหละได้รับความรู้และอยู่รอดจนจบการศึกษา (เสียใจที่ว่าแทนที่จะขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น แต่กลับมีความระแวงว่าพวกเขาแอบตักตวงผลประโยชน์จากพวกคุณ) ให้กลับไปทบทวนว่าตัวเองได้รับคุณประโยชน์อะไรบ้างจากสมาคมม้ง ถ้ายังคับข้องใจอยู่ อยากบอกว่าพวกพี่ๆ ที่เคยร่วมทุกข์ร่่วมสุขจัดกิจกรรมต่างๆ นาๆ อดหลับอดนอนกับพวกคุณนั้น ทุกคนก็ยังอยู่ ที่ที่อยู่ มีตัวตน ไม่ได้หนีหายไปไหน ทุกคนยังหาเช้ากินค่ำเหมือนเดิม สมาคมม้งเองก็ไม่ได้เงินทองอะไรจากการจัดกิจกรรมให้พวกคุณ สมาคมม้งก็ยังไม่มีเงิน ไม่มีทุนสำหรับทำงานกับคนยากจนอยู่เหมือนเดิม ยังมีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกมากมาย แล้วพวกคุณละไปอยู่ไหนหมด...

การ ที่สังคมไม่เข้าในสมาคมม้ง ก็อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดแบบคุณนี้แหละ....การชี้แจงไม่เกิดประโยชน์ หากว่าทุกคนยังคิดแบบนี้ สังคมแบบคุณ น่าจะเข้าใจสังคมของคุณให้ถ่องแท้ ไม่มีใครช่วยสังคมได้นอกจากสังคมจะช่วยตนเอง (สมาคมม้งไม่สามารถช่วยสังคมได้โดยลำพังอยู่แล้ว) สมาคมม้ง ก่อตั้งขึ้นมา ตามวัตถุประสงค์หนึ่ง เมื่อบรรลุซึ่งวัตถุประสงค์แล้ว ก็ต้องมีกันเลิกราจากกันไป สมาคมม้ง ทำโครงการขึ้นมาโครงหนึ่ง เมื่อสำเร็จลุล่วงตามโครงการแล้ว ก็ต้องเลิกรากันไป แต่สังคมฯ ยังคงอยู่ ต้องช่วยเหลือกันเองต่อไป คุณเป็นหน่วยหนึ่งในสังคมไหน ก็มีภาระหน้าที่กับสังคมนั้นต่อไป ความจริงแล้วสมาคมม้งจะทำงานต่อไปได้หรือไม่ คุณก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้กีดกัน หรือห้ามคุณยุ่งเกี่ยวกับสมาคมม้ง แต่อยากบอกว่าถ้าคุณต้องการช่วยเหลือสังคมคุณก็สามารถทำได้ไม่จำต้องผ่านสมา คมม้ง เพราะถ้าผ่านสมาคมม้งแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ คุณสามารถทำในสิ่งที่ง่ายที่สุด ไม่จำต้องมีระบบของคนอื่น (เอาตามระบบของคุณ) ขอเพียงสังคมได้ประโยชน์จากการกระทำของคุณ แค่นี้สมาคมม้งก็ยินดีแล้ว และถ้าหากทุกคนสมารถทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีสมาคมม้ง หรือหน่วยงาน องค์การใดอีกต่อไป

สมา คมม้ง เป็นองค์กร มีโครงสร้าง ระบบ กฎระเบียบ และมีกฎหมายควบคุม ถ้าหากคุณไม่ยอมศึกษา ก็จะไม่รู้เองอย่างแน่นอนว่าสมาคมม้งเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงต้องใช้องค์ประกอบอะไรบ้าง และมีวิธีการ ขั้นตอนอย่างไร อย่าว่าแต่คุณเลยที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้วทำไม่ได้ แม้แต่ผมเองก็ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง จะว่าไปนี่อาจเป็นปัญหาอย่างที่คุณว่า แต่ในอีกแง่หนึ่งนี่ก็เป็นหลักประกันความเป็นองค์กรของสมาคมม้งว่ามีความแน่ นอนในระดับหนึ่ง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ โดยปราศจากเหตุผลที่เพียงพอ หน่วยงานหรือองค์กรภายนอกก็เกิดความมั่นใจในการร่วมงานกันด้วย ไม่ใช่ร่วมกันไม่เท่าไหร่ ก็เปลียน หรือเลิกรากันไปง่ายๆ

แต่หาก สมาคมม้งเปลี่ยนได้ตามที่คุณเสนอ คุณเองก็อยากให้สมาคมม้งอยู่ในสถาพแบบที่คุณเสนอให้นานที่สุดใช่หรือไม่ คนอื่นจะมาเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายๆ คุณก็คงไม่ยอม ฉันใดก็ฉันนั้น  หากต้องการวิพากษ์สมาคมม้ง ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ถึงความเป็นมาและโครงสร้างของสมาคม มิเช่นนั้นก็ป่วยการ เพราะผู้วิพากษ์ ไม่มีความรู้ในเรื่องที่ตนวิพากษ์เลยแม้แต่น้อย ถ้าต้องการเรียนรู้จากสมาคมม้ง ก็ยินดี แต่ไม่ใช่ว่าตัวเองมีธงอยู่ในใจว่าสมาคมม้งเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เพราะคนที่เป็นคนอย่างนี้ก็เปรียบเสมือนแก้วน้ำที่มีนำเต็มถ้วยอยู่แล้ว รินเข้าไปเท่าไหร่ก็มีแต่จะล้นออกมาเท่านั้น ไม่สามารถรองรับน้ำได้อีกต่อไปแล้ว.

ก่อนนี้ผมก็ให้เกียรติและเคารพ ในความคิดของคุณ และทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์สมาคมม้ง แต่จากนี้ไปผมจะไม่เกรงใจอีกต่อไป สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง ผมก็จะชี้แจง พร้อมทั้งตอบโต้ตามสมควร สิ่งไหนที่เป็นข้อบกพร่องของสมาคมม้ง ผมก็น้อมรับและขอบคุณ ก็ว่ากันไป

ผมพร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ....ผมเองก็ค่ิอนข้างนิยมชมชอบความคิดของคนรุ่นใหม่.... และก็เฝ้ารออยู่ว่าเมื่อไหร่คนรุ่นใหม่ของเราจะมาถึงซะที...

ถ้าคน รุ่นใหม่ไม่รู้วิธีการเปิดตัวเอง... ผมก็ขอเสนอแนะว่า ลองใช้วิธีเดียวกับคุณเต็ง ซิครับ.... เสนอมาเลยว่ามีประเด็นสำคัญอยากให้คนอื่นมารับฟังดัวยกัน เตรียมตัวมา เตรียมข้อมูลมา นัดแนะเวลากันมา จะใช้ที่สมาคมม้ง ก็ได้ ใช้ที่ไหนก็ได้ ขะขอให้ใครซึ่งตัวเองยอมรับเป็นเจ้าภาพเชื้อเชิญ หรือประชาสัมพันธ์ ก็ได้ ... วิธีนี้ก็อาจใช้ได้...หรือจะมีวิธีคิดแบบของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจกว่าก็ได้ ....ทำให้สมาคมม้งยอมรับให้ได้ซิครับ.... ทำให้สังคมยอมรับให้ได้ซิครับ... ขณะที่คุณมีสมาคมม้งอยู่ที่นี่ แต่คุณไม่ใช้สมาคมม้ง คุณจะใช้หน่วยงาน องค์กร หรือกลไกไหนก็ใช้ไปเถอะ ไม่มีใครห้ามคุณหรอกครับ... แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่ามาโทษสมาคมม้ง ก็แล้วกัน

ลองคิดดูใหม่

ยงยุทธ สืบทายาท
ผู้อำนวยการสมาคมม้ง

สมาคมม้งในมิติกลาง

ถึงคุณทัศพล

คิดว่าหลายคน หลายฝ่าย คงจะดีใจกับการออกมาแสดงความรับผิดชอบของคุณในครั้งนี้ ก็ให้มันผ่านพ้นไปกับกิสนาก็แล้วกัน บทเรียนของพวกเราที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ ที่น่าจดจำมากกว่าสิ่งไม่ดี สังคมม้งยังต้องพึ่งพาพวกเราอีกมาก ลำพังคนไม่กี่คนก็ไม่สามารถขับเคลื่อนกงล้ออันหนักสาหัสนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความรู้รัก สามัคคี ของสมาชิกในสังคมร่วมกันจึงจะฟันฝ่าไปได้

เมื่อจบลงด้วยดี ก็ไม่มีใครเสียหาย อย่างที่ผมว่าไว้คุณมีแต่ได้ เมื่อคุณยอมรับผิดก็ไม่มีผู้ใดซ้ำเติมคุณ สมาคมม้งเองก็ไม่ต้องถูกคนอื่นสงสัยอีกค่อไป

ในฐานะที่คุณเป็น หน่วยหนึ่งของสมาคมม้ง ผมคิดว่าความตระหนักของคุณที่มีต่อสมาคมม้ง คงจะช่วยกอบกู้ภาพพจน์ของสมาคมม้งได้ และสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับสมาคมม้งได้ในยามที่สมาคมม้งถูกกระทำ กลุ่มแรกที่จะออกมาปกป้องสมาคมม้งก็คือผู้ที่เคยได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสมา คมม้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับคุณประโยชน์ผ่านสมาคมม้ง และชาวม้งที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ

สมาคมม้ง ถึงแม้นว่า จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบของสังคนโดยส่วนใหญ่ก็จริงอยู่ แต่เราก็มีสังคมที่ร่วมหัวจมท้ายกับเราอยู่จำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่ไปด้วยกัน คุณลองหลับตานึกภาพดูว่าตามหมู่บ้านม้งในประเทศไทยนี้ไปที่ไหนที่จะไม่มีสมา คมม้งอยู่บ้าง บรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในกลุ่มชนชาติพันธุ์ไหนที่ไมีเคยรวมงานกับสมา คมม้งบ้าง บรรดาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของชาวไทยภูเขาใดที่ไม่เคยไม่ได้ รับความร่วมจากสมาคมม้งบ้าง หน่วยงานองค์กรด้านสิทธิทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไหนบ้างที่สมาคมม้งได้ เข้าไปมีบทบาทและร่วมงานกับพวกเขาบ้าง บางทีพวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงสมาคมม้งบ่อยๆ หรอก แต่ในยามที่มีปัญหาและมีความจำเป็น ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่สมาคมม้งทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้อำนวยการ หรือกรรมการบริหารสมาคมม้งก็ตาม นี่คือสมาคมม้ง ไม่ใช่คุณยงยุทธ ไม่ใช่พ่อหลวงประจักษ์  ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาอยู่วงในสมาคมม้งแล้ว ผู้นั้นย่อมต้องเสียสละมากกว่าผู้ซึ่งอยู่วงนอกมากมายหลายเท่านัก

สิ่ง หนึ่งที่หลายต่อหลายท่านคาดหวังในสมาคมม้งในทางที่ผิดๆ ก็คือ คาดหวังว่าสมาคมม้งจะสามารถกำหนดอนาคตของสังคมม้งได้ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมม้งได้ สามารถนำเอาทรัพยากรต่างๆ มาให้สังคมม้งและสามารถช่วยเหลือสังคมม้งได้ทุกรูปแบบ นั่นเป็นการคาดหวังที่ผิดอย่างสิ้นเชิง การใดก็ตามที่ทำให้สังคมม้งเข้มแข็งและสามาระพึ่งพาตนเองได้ตลอดจนสามารถ หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นได้ สิ่งนั้นคือบทบาทของสมาคมม้ง มิใช่ไปทำแทนสังคมม้ง หรือมิใช่เป็นสังคมม้งเสียเอง สิ่งใดที่สังคมม้งทำได้เองอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยที่สมาคมม้งต้องไปทำซ้ำ หรือเป็นคู่แข่ง เช่นเดียวกับการใดที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นทำอยู่แล้ว สมาคมม้งก็ไม่มีเหตุและความจำเป็นต้องเข้าไปทำแทนอีก เรามีหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน จุดนี้บางองค์กรก็ไม่เข้าใจกลับมาหาว่าสมาคมม้งไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่สนใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรม้งด้วยกันเอง อันที่จริงแล้วหากไม่มีหน่วยงานไหน หรือองค์กรใดเข้่้าไปให้ความช่วยเหลือ สมาคมม้งก็ต้องเสนอให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วย เหลือ ดูแลอยู่ดีนั่นแหละ นี่แหละที่มีบางคนเรียกว่าเป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการ ไม่ใช่ว่าอะไร อะไรก็ต้องสมาคมม้ง

คุณทัศพล เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อผ่านพ้นการเป็นผู้รับไปแล้ว ก็ย่างก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ให้ สิ่งที่เราจะให้แก่ผู้รับต่อไป ก็ต้องให้ด้วยความสุข ผู้รับถึงจะรับอย่างมีความสุขด้วย ผู้รับก็จะเชิดชูผู้ให้ไว้ในดวงใจตลอดไป และการที่ท่านจะให้สิ่งดีๆ แก่ใคร ท่านก็สามารถเลือกให้ด้วยตนเอง หรือผ่านผู้อื่นก็ได้ ผู้อื่นในที่นี้ไม่จำเป็นต้องคือสมาคมม้ง ท่านตัดสินใจเองได้ในสิ่งที่ท่านคิดว่าเหมาะสม

นับได้ว่าคุณยังมีน้ำ จิตน้ำใจกับสังคมม้ง (รวมถึงสมาคมม้งด้วย) มากพอควร คำปาวารณาตอนท้ายของคุณผมก็ขอขอบคุณแทนสังคมม้ง และสมาคมม้ง เป็นการสะท้อนถึงความดีงามในจิตใจของคุณผ่านตัวหนังสือเหล่านั้น และผมก็หวังว่าคุณจะเป็นกำลังสำคัญของสังคมม้งต่อไปในอนาคตดั่งคำปาวารณาของ คุณที่ได้เขียนเป็นตัวอักษรให้ทุกคนได้เห็นในครั้งนี้

ยงยุทธ สืบทายาท
ผู้อำนวยการ สมาคมม้ง

คาดหวังกับสมาคมม้ง

เรียน  คุณจิรินดา



ก่อน อื่นต้องขอขอบคุณสำหรับการบ่น ของคณในครั้งนี้ ซึ่งท้าทายต่อผู้นำองค์กรอย่างสมาคมม้งมากเป็นอย่างยิ่ง ความจริงในวันนี้กรรมการสมาคมม้งมีการประชุมกันและได้หยิบยกประเด็นการประชา สัมพันธุ์องค์กรเหมือนกันโดยที่ประชุมเห็นว่าควรจัดทำเอกสารคู่มือแนะนำและ ประชาสัมพันธ์องค์กรเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักสมาคมม้งอย่างที่สมาคมม้งเป็น อยู่ เพื่อปรับความคาดหวังและความเข้าใจที่พึงมีต่อสมาคมม้ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

ดังนั้น ผมอยากเรียนทุกท่านในที่นี้ว่า สมาคมม้ง จะจัดทำเอกสารคู่มือแนะนำสมาคมม้งออกเผยแพร่เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักสมาคม ม้งเพิ่มเติมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับความคาดหวังและไม่เป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคาดหวัง ซึ่งกันและกันต่อไป

แต่ก่อนที่เอกสารดังกล่าวจะออกมา ผมก็ขอตอบสนองต่อความคิดเห็น หรือเสียงบ่นของคุณจิรินดาเป็นการส่วนตัว

ต่อความคิดเห็นที่อ้างโยงมาจากของพี่จรัส... ที่เปรียบระหว่างสมาคมม้งกับรัฐบาล ... และการคาดหวังต่างๆจากสมาคมม้ง...สำหรับผมแล้วคิดว่าที่พี่จรัสว่ามานั้น เป็นการสะท้อนที่มองสมาคมม้ง และองค์กรต่างๆในรูปแบบเดียวกันนี้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว เป็นการมองแบบฟันธงได้อย่างแม่นยำมาก ตรงนี้อาจทำให้คุณจิรินดาผิดหวังในตัวสมาคมม้ง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องย้ำว่าเป็นเช่นนี้จริง แต่ไม่รู้จะหาคำอธิบายไหนให้ทุกคนเข้าใจสมาคมม้งอย่างที่สมาคมม้งเป็นอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าเข้าใจสมาคมม้งถูกหรือผิด และไม่ให้ความเข้าใจที่มีต่อสมาคมม้งมาเป็นตัวบั่นเทาความคิดและความหวังที่ ตนเองมีอยู่ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก อาจต้องใช้หลายความคิด หลายเวลา หลายวิธีการ เพื่อสร้างสรรค์ความคาดหวังร่วมแต่ไม่กระทบกับความคาดหวังที่แตกต่างกัน นั่นก็คือว่าหากท่านคาดหวังสมาคมม้งที่ 10 ส่วน แต่สมาคมม้งมีแค่ 4 ส่วน ที่เหลือ 6 ส่วน ท่านไม่ต้องทิ้งไป แต่ท่านยังเก็บรักษาต่อไปและพยายามหาแนวทางอื่นโดยอาจร่วมกับคนอื่นที่มี ความคาดหวังเหมือนกับท่านในบางส่วนแล้วสร้างความคาดหวังของท่านต่อให้เกิด ขึ้นจริง ซึ่งอย่างน้อยสมาคมม้งก็สามารถช่วยแบ่งเบาท่านไปแล้ว 4 ส่วน อยากเรียนจากใจจริงตรงนี้ว่าถึงแม้สมาคมม้งจะตอบสนองได้เพียง 4 ส่วน แต่สมาคมม้งยังมีสมาชิก เครือข่าย และหน่วยงาน องค์กร ตลอดจนบุคคลอื่นๆ อีกมากที่สามารถเข้าถึงความคาดหวังของคุณ และจะสามารถร่วมมือกับคุณทำในสิ่งที่คาดหวังอีก 6 ส่วนที่เหลือ ทั้งนี้โดยอาจใช้สมาคมม้งเป็นเครื่องมือ หรือเป็นสื่อกลางเพื่อต่อยอดความคาดหวังของคุณให้เกิดขึ้นจริง นี่แหละ "สมาคม"

แต่หากเมื่อใดก็ตามที่คุณผิดหวังตั้ง 6 ส่วน คุณเลยไม่สานต่อความหวังของคุณ และรู้สึกผิดหวังโดยมองข้าม 4 ส่วนเพราะเป็นส่วนน้อย ดังนี้เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สมาคม คือองค์กรเพื่อสังคมภาคเอกชน (นิติบุคคล) หนึ่งที่สมาชิกขององค์กรนำความคิด อุดมการณ์ต่างๆ หรือปัจจัยอื่น (รวม ถึงเงินด้วย) มาลงทุนร่วมกัน และร่วมมือกัน หรือมอบหมายให้คนอื่นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อสังคม เมื่อบรรลุในวัตถุประสงค์นั้นแล้ว ก็ถือว่าบรรลุร่วมกัน และหากจะทำอะไรต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบใหม่นั้น ซึ่งหากตกลงใจว่าจะทำก็จะต้องชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์อะไร วัตถุประสงค์ใหม่นี้ก็จะเป็นตัวตั้งของการดำเนินการต่อไปของสมาคม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สมาคม คือศูนย์รวมทางความคิด อุดมการณ์ เงินทุน (เงินบริจาค) และความร่วมมือของบรรดาสมาชิก และบุคคลทั่วไปในการแก้ไขและพัฒนาสังคม หรืออย่างที่พี่จรัสใช้คำหนึ่งว่า สมาคม คือ ห้องสมุด แต่ห้องสมุดนี้อาจมีหนังสือน้อยไปหน่อย อาจไม่มีข้อมูลความรู้ที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องการ แต่ผู้ใช้ห้องสมุดก็ไม่ควรหยุดความตั้งใจของตนเองที่จะแสวงหาความรู้ต่อไป ผู้ใช้ห้องสมุดต้องมีความรู้ที่มากกว่าห้องสมุด นี่จึงบรรลุถึงความเป็นห้องสมุดโดยแท้จริง

ดั่งนี้แล้ว อยากหนุนใจคุณจิรินดา ว่าแม้นจะผิดหวังกับสมาคมม้งบ้าง ก็อย่าให้ความผิดหวังนี้บั่นเทาความมุ่งมั่นของคุณ เท่าที่คุณว่ามา ก็แสดงว่าคุณเองก็มีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสังคมมาอย่างมากมายที่ไม่แตก ต่างไปจากคนทำงานเพื่อสังคมในสมาคมม้งด้วยเช่นกัน

อยากชวนคิดต่อจากคุณจิรินดา ถึงพัฒนาการและการเติบโตของชมรมม้งกรุงเทพฯ ว่าสมควรให้ความชื่นชมถึงความเปลี่ยนแปลงและความเติบโตของชมรมม้งกรุงเทพฯ ผมคิดว่าถ้าเรามาย้อนดูประวัติการก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ จะพบว่าคนก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ ก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้หายไปไหน หลายคนก็มาเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมม้งด้วย ทำให้สมาคมม้งมีความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชมรมม้ง กรุงเทพฯ มาแต่ไหนแต่ไร เราไม่เคยปฏิเสธชมรมม้งกรุงเทพฯ ที่พูดเช่นนี้เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ด้วยในสมัยก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ และบังเอิญผมก็อยู่ด้วยในคราวก่อตั้งสมาคมม้ง ผมจึงรู้และยืนยันได้ว่าคนที่ก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ กับคนที่ก่อตั้งสมาคมม้ง เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ความคิดเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน ในเวลาต่อมาเมื่อชมรมม้งกรุงเทพฯ เติบโตและผ่านการบริหารโดยคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเราก็ชื่นชมยินดีกับชมรมม้งกรุงเทพฯ เสมอมา ยิ่งเมื่อรู้ว่าในยุคที่คุณจิรินดา เป็นประธานชมรมม้งกรุงเทพฯ ทำให้ชมรมม้งกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง พวกเราก็ยังชื่นชมยินดีด้วย ชมรมม้งกรุงเทพฯ เป็นองค์กรต้นแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิง(ม้ง)ก็มีศักยภาพเป็นผู้นำ องค์กรได้ เป็นการช่วยเสริมสร้างและพัฒนาบทบาทสตรีม้งโดยตรงและโดยอ้อม ทำให้การลงทุนที่พวกเรา (รุ่นเก่าแก่) มีกับชมรมม้งกรุงเทพฯ ไม่สูญเปล่า และทุกวันนี้ภาพของชมรมม้งกรุงเทพฯ ก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ พวกเรามีความดีใจอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ไม่มีใครชื่นชมสมาคมม้ง แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนชื่นชมชมรมม้งกรุงเทพฯ ซึ่งก็เกิดจากพวกเรามีส่วนร่วมด้วย ชมรมม้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้พวกเราผิดหวังอะไร แถมยังทำอะไรต่อมิอะไรได้มากเกินกว่าที่พวกเราคาดหวังซะอีก

เรื่องเกี่ยวกับผู้นำนั้น เห็นด้วยกับเสียงบ่นของคุณจิรินดา ผมเองก็อาจไม่มีคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่มากพอที่จะเป็นผู้นำองค์กรอย่าง สมาคมม้งได้ แต่สมาคมม้งเองก็ยังอยู่ที่นี่ อาจสักวันหนึ่งพวกเราคงได้ผู้นำองค์กรที่มีความพร้อมทุกด้านที่มากกว่า และนำพาองค์กรให้เติบโตได้มากกว่านี้ นั่นก็เป็นความหวังหนึ่งของผมเหมือนกัน แต่หากมองจากประสบการณ์ของผมแล้ว แม้นตัวผู้นำจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรแต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นอีกมาก มายที่เราเองก็อาจคาดไม่ถึง ดังนั้นถึงแม้นว่าเราจะได้ตัวผู้นำองค์กรที่ดี ก็อาจต้องพบกับความผิดหวังอีกก็ได้ อันนี้มีคนเคยเปรียบเปรยว่า คนที่เก่งๆ ดีๆ เขาไม่มาเสียเวลาอยู่กับสมาคมม้งหรอก เขาก็ไปทำงาน ทำธุรกิจของเขาจะดีกว่า ซึ่งก็อาจจริง คนที่มีศักยภาพจึงไม่อยากมาเป็นผู้นำองค์กรสมาคมม้ง

เรื่องเดียวกันนี้ ในแนวคิดของคนทำงานพัฒนาแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผู้นำได้ ทุกคนล้วนมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเอง เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เขาสามารถนำเอาความเป็นผู้นำของเขาออกมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเองและสังคมได้ ถ้าคิดอย่างนี้แล้วก็คงหมายความได้ว่า ทุกคนในสมาคมม้งล้วนเป็นผู้นำองค์กร นี่ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าสมาคมม้งจะไม่มีวันขาดแคลนผู้นำ และทุกคนก็กำลังนำองค์กรสมาคมม้งอยู่ หากดูจากโครงสร้างองค์กรจะเห็นว่าอำนาจสูงสุดของสมาคมม้งอยู่ที่การประชุม ของสมาชิกสมาคมม้ง ไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมการบริหาร หรือผู้อำนวยการ หรือเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ผู้อำนวยการ หรือเจ้าหน้าที่ก็ล้วนแต่เป็นตัวแทน หรือกลไก เครื่องมือที่มาทำงานแทนสมาชิกทั้งนั้น ไม่มีใครทำอะไรโดยพละการเองได้ และทุกคนต้องกลับไปเริ่มต้นและสิ้นสุดในที่ประชุมใหญ่สมาชิกทั้งนั้น ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ต้องการปัดสวะเรื่องให้พ้นตัว หรือไปโทษสมาชิก แต่ก็ยังเห็นว่าผมเองไม่ว่าจะมองจะมุมมองใดก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่า นี้ได้ เพราะผมเองก็ทำได้เพียงบางอย่างอีกหลายอย่างก็ทำเองไม่ได้ต้องพึ่งพาคนอื่น มาช่วยเหลือด้วย

เกี่ยวกับการขับเคลื่อนพลวัตรทางสังคมนั้น ไม่อยากให้เรายืนอยู่ที่ปากหลุมของความเป็นองค์กรอย่างเช่นสมาคมม้ง หรือองค์หนึ่งองค์กรใด มิเช่นนั้นเราก็อาจจะตกลงไปในหลุมของความเป็นองค์กร ทำให้มองข้ามเป้าหมายและภารกิจของเราไป หากเราตกลงไปในหลุมแห่งการเป็นองค์กรหรือสถาบันนิยม ก็คงขึ้นจากหลุมเหล่านี้ยาก การทำงานกับสังคมแบบนี้เหมือนกับการปิดทองหลังพระ ผู้คนหรือสังคมอาจมองไม่เห็นความดีงามของเรา และเราเองก็ไม่ต้องการให้การเห็นหรือไม่เห็นเป็นปัจจัยจูงใจการทำงานของเรา ไม่ใช่ไม่แคร์ความรู้สึกของคุณจิรินดา และคนอื่นๆ ที่หวังดีต่อสมาคมม้ง เราต้องขอบคุณทุกความห่วงใยและความปราถนาดีต่อสมาคมม้ง แต่เราไม่อาจวนเวียนอยู่ที่ปากหลุมเช่นว่านั้น เพราะว่าวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเราอยู่ที่การพัฒนาสังคมมากกว่าการ พัฒนาตัวองค์กรหรือความอยู่รอดขององค์กร

ความจริงแล้วเสียงบ่นของคุณจิรินดา ก็ทำให้พวกเราแอบดีใจด้วยซ้ำไปว่า ยังมีผู้คนให้ความสนใจสมาคมม้ง ทั้งๆ ที่บอกว่ารู้จักสมาคมม้งน้อย ถ้ามองแบบนักประเมินผล สมาคมม้งก็น่าจะได้คะแนนบวกมากกว่าลบ เช่นนี้แล้วคุณจิรินดา ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครหรอก

ยงยุทธ

สมาคมม้งกับการให้และการรับ

บทนี้จะขอเขียนให้ตรงกับใจหลายท่านเลยว่า แล้วสมาคมม้งจะเป็นผู้รับได้อย่างไร ถ้ามีผู้พร้อมจะให้



ก่อน อื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองนั้นไม่ใช่คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าใคร บางครั้งก็อดมื้ออิ่มมื้อเช่นกัน กระนั้นก็ตามผมก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนจนไม่สามารถอยู่ได้ ผมมีพี่สาวที่ใจดีมาก มีน้องชายที่รักผมมาก พวกเขาคอยช่วยเหลือค้ำจุนและเป็นกำลังให้ผมตลอดมามิขาดสาย บางทีมาคิดดูแล้วภาพของผมเองในสายตาคนอื่นจึงคิดว่าผมมีฐานะทางเศรษฐกิจดี และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครจะให้ความช่วยเหลือสมาคมม้งเท่าไหร่นักเพราะผมเป็น ผู้อำนวยการอยู่ จึงเหมือนกับว่าสมาคมม้งเมื่อสามารถจ้างผมได้ก็แสดงว่าสมาคมมีเงินมาก แต่ความจริงแล้วอยากบอกว่าผมไม่ได้รับเงินเดือนโดยตรงจากสมาคมม้งแม้แต่บาท เดียว ผมแค่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสมาคมม้งในโอกาสที่ผมสามารถทำงานให้กับสมาคมม้ง ควบคู่ไปด้วยกันเท่านั้นโดยผมรับเงินค่าตอบแทนจากศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมาย แก่ชาวไทยภูเขา (ชกข.) ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การอิโก้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่ออิโก้ ไม่ให้การสนับสนุนต่อไปศูนย์ฯ ไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ผมก็ต้องแสวงหารายได้ตามวิชาชีพของผมต่อไป ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรับผิดชอบสมาคมม้งด้วย ส่วนคนทำงานระดับรองลงไปต่างก็แยกย้ายกันไปตามที่แต่ละคนต้องการต่อไป


เริ่มกันต่อที่สมาคมม้งเลย ถ้าถามว่าสมาคมม้งมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหนในการขอรับบริจาค หากผมบอกว่าไม่มีความจำเป็น ก็จะทำให้สมาคมม้งต้องสูญเสียโอกาส หากผมว่ามีความจำเป็นก็ต้องถามต่อว่าจำเป็นอะไร และจะทำอะไร เท่าไหร่ ทำอย่างไร ที่ไหน กับใคร  ฯลฯ ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสมาคมม้ง ไม่ว่าในระดับไหนก็ตามย่อมต้องตอบว่าจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าต้องสามารถบอกถึงความจำเป็นดั่งที่ว่ามานี้ด้วย



ผมได้ผ่านการเรียนรู้เรื่องการระดมทุนมาบ้างแต่ยังไม่เคยนำมาใช้ และยอมรับว่าไม่มีทักษะทางด้านนี้ ที่รู้ก็เป็นเพียงแค่ผิวเผิน จากที่รู้มาการระดมทุนในองค์กรศาสนาประสบความสำเร็จสูงมาก แต่การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคมในภาวะปกติจะยากที่สุด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนนี้ต้องใช้เวลาและมีต้นทุนเป็นของตนเองอย่างสูง แม้แต่แหล่งทุนเองที่ระดมทุนอยู่ตลอดเวลาก็ประสบกับปัญหาการระดมทุน หลายองค์กรก็ต้องปิดตัวไป ที่อยู่ได้ก็จะเป็นแหล่งทุนที่ได้รับการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลของเขา


ความเป็นสมาคม ความเป็นองค์กร หน่วยงาน จึงเป็นภาพที่ชัดเจนหนึ่งของการขอรับบริจาค แต่การขอรับบริจาคนี้ไม่ได้มุ่งประสงค์เพื่อตนเอง แต่เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคมตามวัตถุประสงค์อีกต่อหนึ่งบนความเชื่อที่ว่า การที่คนๆ เดียวจะช่วยเหลือสังคมนั้นอาจมีกำลังไม่พอ แต่หากหลายๆ คนมาช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย รวมๆ กันแล้วก็จะได้มากที่จะนำไปช่วยเหลือสังคมได้ อีกอย่างคงไม่มีใครที่จะให้เงินแก่นายยงยุทธ เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคมแทนพวกเขาหรอก แต่ถ้าให้กับองค์กร หน่วยงาน พวกเขาก็ยินดีให้



ดัง นั้นอย่าสงสัยเลยว่าพวกเราก่อตั้งสมาคมม้งทำใมกัน ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการ สมาคมม้งก็คือองค์กรที่รอรับบริจาคเงินจากผู้มีใจต้องการช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ดี ถ้าหากว่าท่านรู้จักสมาคม เชื่อถือและศรัทธาในตัวสมาคม ท่านก็คงไม่ลังเลที่จะบริจาคตามจิตศรัทธาของท่าน แต่หากท่านยังไม่รู้จักสมาคม ท่านก็คงต้องมีคำถามหรืออย่างน้อยท่านก็ต้องรู้จักสมาคมก่อนไม่ว่าจะโดยวิธี ใดก็ตาม สมาคมมีวัตถุประสงค์ หรือกิจกรรมใดที่อยู่ในข่ายที่ท่านต้องการบริจาคหรือไม่ สมาคมเองหากต้องการขอรับบริจาคก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะขอรับบริจาคเพื่อไปทำ อะไร มีหลักเกณฑ์และรายละเอียดพอประมาณอย่างไร คงไม่มีองค์กร หรือหน่วยงานไหนเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วขอรับบริจาคเงินจากเขาโดยไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปทำอะไร จะมีก็แต่เฉพาะผู้บริจาคเท่านั้นที่สามารถบริจาคให้องค์กรหรือหน่วยงานใดก็ ได้โดยที่มีระบุจุดประสงค์ของการใช้เงิน โดยให้แล้วแต่องค์กรหรือหน่วยงานจะพิจารณาตามเหมาะสมและจำเป็น กรณีนี้มีน้อยมาก และจะมีได้ก็เฉพาะแต่องค์กรหรือหน่วยงานที่มีต้นทุนความน่าเชื่อถือสูงส่ง ยิ่งเท่านั้น



การ บริจาคนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การให้หรือการทำบุญ แต่เป็นทำหน้าที่อย่างหนึ่งของพวกเราทุกคนด้วย ผมเคยได้ยินนักพัฒนาอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในเวทีขององค์กรระหว่างประเทศครั้งหนึ่งมีการถกเถียงกันระหว่างประเทศพัฒนา แล้วกับประเทศด้อยพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วถามในที่ประชุมว่า ทำไมเขาต้องช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าด้วย ในที่ประชุมไม่มีใครตอบได้ ในที่สุดประธานก็พูดกับที่ประชุมว่า ...นี่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกใบนี้เราต่างมี หน้าที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การที่เราช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเขาต่ำต้อยกว่าเรา แต่เพราะว่านี่เป็นหน้าที่ของเรา หากคุณไม่ช่วยเหลือเขาพวกเขาย่อมมีสิทธิเรียกร้องจากคุณ... และนี่เป็นอีกหนึ่งที่คนทำงานพัฒนามีความกล้าที่จะไปเสนอโครงการจากใครก็ได้ การที่เขาให้เงินเราก็เหมือนกับเราได้ช่วยเหลือให้เขาได้ทำหน้าที่ความเป็น มนุษย์ของเขาให้สมบูรณ์อีกทางหนึ่ง


หากมองในแง่นี้ สมาคมม้ง จึงเป็นตัวแทน หรือสื่อกลางทางเลือกสำหรับทุกท่านในการทำหน้าที่ของผู้ที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ยังต้องการการพัฒนาตนเอง สมาคมม้งอาจไม่ใช่ผู้รับอย่างที่ท่านเข้าใจก็เป็นได้ และที่แน่ๆ สมาคมม้งก็ไม่ใช่ผู้ให้ แต่เป็นเพียงแค่ตัวกลางหรือกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้กับผู้รับเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าหากผู้ให้ใดสามารถให้กับผู้รับได้โดยตรงก็ยิ่งเป็นการดีกว่าการให้โดยผ่านผู้อื่น ดังนั้นหากว่าเราคิดจะให้สิ่งดีๆ แก่ผู้ใดก็อย่าให้สมาคมม้งเป็นอุปสรรคแห่งการให้ของเราเลยครับ แต่จงให้ด้วยความยินดี แล้วผู้ให้ก็จะมีแต่ความสุข แต่ถ้าท่านคิดจะให้โดยผ่านสมาคมม้ง สมาคมม้งก็ยินดี


ยงยุทธ